แชร์

สายสตรีมมิ่งวีดีโอ สายเกมมิ่งต้องรู้ RTT คืออะไร ?

อัพเดทล่าสุด: 11 ก.ค. 2024
828 ผู้เข้าชม

   ในยุคดิจิทัลที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิ่งวิดีโอหรือการเล่นเกมออนไลน์ การมีความเข้าใจเกี่ยวกับ RTT (Round Trip Time) จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม RTT เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่บอกถึงเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับของข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชื่นชอบการดูวิดีโอแบบสตรีมมิ่งหรือเป็นเกมเมอร์ที่ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว การเข้าใจและตรวจสอบค่า RTT จะช่วยให้คุณสามารถเลือกประเภทแพ็คเกจของ SIM card ได้อย่างเหมาะสม

Round Trip Time ส่งผลอย่างไรต่อการใช้งานเซอร์วิสแต่ละประเภท ของผู้ใช้โมบายล์ ?
 
Round Trip Time (RTT) หรือเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับของข้อมูล เป็นตัวชี้วัดความล่าช้าของเครือข่ายที่มีผลต่อการใช้งานเซอร์วิสต่างๆ ของผู้ใช้โมบายล์ โดยจะมีผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ในลักษณะต่างๆ ดังนี้:

1. การท่องเว็บ: การท่องเว็บนั้น การที่ค่า RTT ต่ำจะทำให้หน้าเว็บโหลดเร็ว หาก RTT สูง การเปิดหน้าเว็บจะช้า

2. การสตรีมวิดีโอและเพลง: การสตรีมวิดีโอและเพลงต้องการ RTT ที่ต่ำเพื่อการบัฟเฟอร์ที่น้อยลงและการเล่นที่ราบรื่น แม้เทคนิคการบัฟเฟอร์ช่วยลดผลกระทบของ RTT ที่สูง แต่ถ้า RTT สูงเกินไปก็อาจทำให้การเริ่มเล่นช้าลงและการบัฟเฟอร์ระหว่างการเล่นมากขึ้น

3. การเล่นเกมออนไลน์: การเล่นเกมออนไลน์ต้องการ RTT ที่ต่ำมากเพื่อให้การตอบสนองเร็วที่สุด การเล่นเกมแบบเรียลไทม์ (Real-time) เช่น FPS (First-person shooter) จะได้รับผลกระทบมากหาก RTT สูง เพราะการเคลื่อนไหวและการตอบสนองของผู้เล่นจะล่าช้า ทำให้ประสบการณ์การเล่นเกมแย่ลง

4. การโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) และวิดีโอคอล: การโทรผ่านอินเทอร์เน็ตและการวิดีโอคอลต้องการ RTT ที่ต่ำเพื่อให้เสียงและภาพไม่มีการล่าช้า ซึ่งจะทำให้การสนทนาราบรื่นเป็นธรรมชาติ

5. การใช้แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย: การโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอบนโซเชียลมีเดียสามารถทำได้แม้ RTT จะสูงบ้าง แต่ถ้า RTT สูงมากก็ส่งผลให้ผู้ใช้รู้สึกว่าการใช้งานไม่ราบรื่น

แล้วตัวแปรที่ส่งผลต่อค่า RTT ในการใช้งานของผู้ใช้โมบายล์มีอะไรบ้างล่ะ ?

1. ปัจจัยด้านเครือข่าย
·         ความหนาแน่นของผู้ใช้งาน (User Density): เมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน อาจทำให้ความเร็วในการส่งข้อมูลลดลงและค่า RTT เพิ่มขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในการใช้ทรัพยากรเครือข่าย

·         ความครอบคลุมของสัญญาณ (Signal Coverage): ในพื้นที่ที่สัญญาณเครือข่ายไม่ครอบคลุมหรือมีสัญญาณอ่อน ค่า RTT จะสูงขึ้นเนื่องจากการส่งข้อมูลจะช้าลง

·         ประเภทของเครือข่าย (Network Type): การใช้เครือข่าย 4G, 5G หรือ Wi-Fi จะส่งผลต่อค่า RTT โดยปกติเครือข่าย 5G จะมีค่า RTT ต่ำกว่า 4G

2. ปัจจัยด้านอุปกรณ์
·         ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ (Device Performance): อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำอาจประมวลผลข้อมูลช้า ทำให้ค่า RTT สูงขึ้น

·         การตั้งค่าเครือข่ายของอุปกรณ์ (Device Network Settings): การตั้งค่า APN (Access Point Name) หรือการตั้งค่าเครือข่ายอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้อง อาจส่งผลต่อค่า RTT

3. ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์
·         ระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ (Distance to Server): ระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการจะส่งผลต่อค่า RTT โดยตรง ระยะทางที่ไกลขึ้นจะทำให้เวลาในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น

·         สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment): พื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางมาก เช่น อาคารสูง ภูเขา จะทำให้ค่า RTT เพิ่มขึ้น

สรุปว่า RTT ที่ต่ำนั้นจะส่งผลต่อประสบการณ์ที่ดีต่อการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ และอินเตอร์เน็ตนั้นเองค่ะ 


บทความที่เกี่ยวข้อง
ใช้ซิมรายปีแล้วประหยัดกว่ากี่บาทต่อปี? (อัปเดต 2025)
รู้หรือไม่? ใช้ซิมรายปี ประหยัดได้หลักพันต่อปี ไม่ต้องจ่ายทุกเดือนให้ปวดหัว คุ้มจริงต้องลอง!
22 ส.ค. 2025
เจาะลึกเน็ต 6Mbps, 15Mbps, 20Mbps ใช้งานต่างกันยังไง
รู้หรือไม่? ความเร็วเน็ต 6Mbps, 15Mbps, 20Mbps ให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจน มาดูว่าแบบไหนคุ้มและเหมาะกับการใช้งานของคุณ
15 ส.ค. 2025
อย่าซื้อเน็ตถ้ายังไม่รู้ความต่างของ 1000Mbps กับ 100GB!
เน็ตแรง 1000Mbps กับเน็ต 100GB/เดือน แบบไหนคุ้มกว่า? สายประหยัดหรือสายสปีด มาดูข้อแตกต่างก่อนตัดสินใจกัน!
4 ส.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ